รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม

ครูดีคือใคร
ผู้แต่ง : คุณพ่อสุขุม กิจสงวน

โจทย์ใหญ่ ที่ไทยมี ตอบเสียที ที่ถูกใจ
คือถาม ว่าทำไม ศึกษาไทย ไม่เชี่ยวชาญ
คำตอบ มีต่างกัน เพราะเด็กมัน ไม่เอาถ่าน
พ่อแม่ อยู่ทางบ้าน ไม่สืบสาน ให้รักเรียน
พ่อแม่ ไม่สั่งสอน จึงขาดตอน และผิดเพี้ยน
คุณครู พร้อมพากเพียร แต่เด็กเปลี่ยน ตามอารมณ์
ใครหรือ คือครูดี คำตอบมี ที่เหมาะสม
คือครู ผู้นิยม เด็กอุดม ด้วยผลงาน
รู้คิด รู้ผิดชอบ รู้รอบคอบ แต่อาจหาญ
ชนิด คิดเชี่ยวชาญ จินตนาการ บานตะไท
ครูหรือ คือผู้นำ แต่ไม่ทำ ที่พอใจ
ไม่พูด ไม่พร่ำไป นำพาให้ ใฝ่เรียนเอง
ครูดี มีน้ำใจ เอาใจใส่ ไม่ข่มเหง
ไม่บีบ ให้ยำเกรง ทั้งไม่เคร่ง เร่งตามครู
สร้างเด็ก ให้ได้เป็น ให้โดดเด่น ด้วยภูมิรู้
มิต้อง จ้องพึ่งครู สามารถอยู่ ด้วยตัวตน
คิดได้ ด้วยเสรี รู้ความดี หนีชั่วพ้น
คิดได้ ไม่สับสน รู้ค่าคน ชนทุกชาติ
เด็กไทย ไม่เป็นไท ถูกผู้ใหญ่ ให้เป็นทาส
หวังไว้ ให้เป็นปราชญ์ แต่สอนพลาด ถนัดใจ
ครูละ อัตตาบ้าง มาร่วมสร้าง แนวทางใหม่
ทางถูก ลูกหลานไทย จะก้าวไกล ได้น่าชม

……………………………….

8 วิธีปลุกพลังชีวิต : ก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ฝันไว้
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

เคล็ดลับ 8 วิธีการสร้างกำลังใจให้กับชีวิต เริ่มกันที่

“ใช้ภาษากาย”การที่ยืนหลังตรง ยืดอก อกผาย ไหล่ผึ่ง สูดลมหายใจลึกๆ และค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาวๆ จะช่วยให้พลังชีวิตฟื้นคืนกลับมา ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าสุดสุด

“เดินเป็นจังหวะ หรือหายใจให้เป็นจังหวะ”การนับหนึ่ง สอง สาม สี่ ให้เป็นจังหวะ จากนั้นก็หายใจตามจังหวะตัวเลขที่นับ จะทำให้รู้สึกตื่นเต้นร่าเริงขึ้น

“พูดให้กำลังใจตัวเอง” อยู่เสมอ ไม่ว่าผลสำเร็จจะมากหรือน้อยเพียงใด เพราะจะทำให้มีกำลังใจ และมั่นใจมากขึ้น

“พลังแห่งจินตนาการ” จินตนาการมีพลังที่ทำให้ขับเคลื่อนฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นอาวุธลับที่อยู่ในตัวเอง สร้างความแข็งแกร่งให้กับจิตใจ

“ขอบคุณสิ่งต่างๆ และทุกสิ่งที่ดีในชีวิต” จะทำให้ชีวิตมีความสุข เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งโชค

“ออกกำลังกาย” ให้กำลังใจอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้มีพลังที่สมบูรณ์ ออกกำลังกายจะช่วยเสริมพลังจากภายนอก ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

“ให้เวลากับตัวเอง”ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองคิดถึงความสุขที่เคยผ่านมา จะทำให้รู้ว่า มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นมากกว่าเรื่องร้ายๆ เสียอีก

เมื่อประสบความสำเร็จกับอะไรก็ตามก็ควรที่จะตะโกนออกมาดังๆ ว่า “Yes! ฉันทำได้” เพียงแค่ฉลองกับทุกความสำเร็จเหล่านี้ก็จะเป็นแรงช่วยผลักดันให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ฝันไว้ในที่สุดกำลังใจสร้างได้ง่ายๆ

สำหรับภาคปฏิบัตินายแพทย์ไกรสิทธิ์ แนะหลักการ 5 ข้อ สำหรับคุณพ่อยุคใหม่ ดังนี้ ให้ความรัก ความปรารถนาดี การที่เด็กจะรู้สึกว่าตนเองมีค่าเป็นการยากที่เกิดจากการคิดขึ้นได้เอง แต่จะเกิดจากท่าทีของคนใกล้ชิดที่แสดงออกต่อเขา ทั้งทางวาจาและน้ำเสียง สายตา ท่าทาง การถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แสดงความเป็นห่วงเป็นใย เด็กจึงจะสามารถรู้สึกดีต่อตัวเองได้ รู้สึกว่าตนเองมีค่าได้ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบุคลิกภาพและสุขภาพจิตที่ดี

ให้เวลา ความผูกพันของคนเรา ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งการปฏิสัมพันธ์นั้นต้องอาศัยเวลา ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยเพียงคำพูดว่าฉันรักเธอ แต่ไม่มีเวลามีกิจกรรมร่วมกันเลย พัฒนาการด้านจิตใจและร่างกายของลูกเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับสิ่งที่จำเป็นในแต่ละช่วงวัย การพัฒนาก็จะไม่สมบูรณ์ เมื่อขาดแล้วก็จะผ่านเลยไปเหมือนสายน้ำ การจะย้อนกลับมาแก้ไขทำได้ยากมาก พ่อจำนวนมากเมื่อลูกยังเล็กคิดว่าของสร้างเนื้อสร้างตัวก่อน เมื่อฐานะดีมั่นคงแล้ว ค่อยจะมาให้เวลากับลูกแต่ก็สายไปแล้ว เพราะหลายปัญหาที่เกิดขึ้น เงินทองช่วยแก้ไขไม่ได้ เช่น ลูกติดยาเสพติด เป็นคนไม่รับผิดชอบ ใช้ชีวิตไร้แก่นสารไปวันๆ

ให้เกียรติ ถ้าเราต้องการให้ลูกเป็นคนนับถือตัวเอง เราต้องปฏิบัติต่อเขาแบบคนที่มีเกียรติ ให้ความเชื่อถือเขา ให้โอกาสเขาแสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็น ให้การยอมรับถ้ามีเหตุผล ถึงแม้จะเป็นเด็กก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะใช้ความเป็นผู้ใหญ่ไปข่มขู่ บังคับ เป็นเผด็จการ

ให้โอกาสพัฒนา เด็กต้องมีโอกาสเรียนรู้ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง จึงจะเกิดความกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ ถ้าผู้ใหญ่กลัวลูกทำผิด ทำได้ไม่ดีก็เลยเทำให้เสียหมด เด็กก็จะไม่เกิดการพัฒนาเท่ากับเป็นการรักลูกผิดทาง

ให้กำลังใจ หมายความว่า ถ้าเด็กสามารถทำได้ดี ได้สำเร็จ ก็แสดงความชื่นชม ชมเชย เด็กก็จะเกิดความมั่นใจในตนเอง ขณะเดียวกันถ้าเด็กทำไม่สำเร็จ ล้มเหลวพ่ายแพ้ ก็ให้กำลังใจเด็ก และช่วยให้เรียนรู้ที่จะให้กำลังใจตนเองได้ ว่าไม่เป็นไร ลุกขึ้นศึกษาจุดบกพร่องของตนเอง แล้วลองดูใหม่ ต้องแก้ไขปัญหาได้

หากคุณพ่อยุคใหม่ทุกคนปฎิบัติตามคำแนะนำนี้ เชื่อว่าสังคมไทยจะเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่สุขภาพจิตแข็งแรง มีความมั่นคงทางอารมณ์ เป็นคนมีคุณภาพ สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่มีคุณภาพ การพัฒนาประเทศก็จะทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพระสังคมประกอบไปด้วยประชาชนที่มีวุฒิภาวะสูงสามารถยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นได้ สามารถแก้ไขปัญหาด้วยการใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์หรือกำลัง ไม่ติดยึดเรื่องศักดิ์ศรี หน้าตา เกิดความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6 แหล่งเชื้อโรคที่คุณคาดไม่ถึง
ที่มา : http://health.msn.com

เรารู้อยู่กันแล้วค่ะว่ารอบตัวเรามีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อยที่ตาเรามองไม่เห็นอยู่เต็มไปหมด … ก็มันมองไม่เห็นอ่ะ ก็เลยไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ แต่รู้รึเปล่าค่ะ สิ่งของบางอย่างอาจมีเชื้อโรคอยู่ยั้วเยี้ยมากจนคุณคาดไม่ถึง อย่างของ 6 อย่างที่เรากำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ลองอ่านกันดูน่ะค่ะ จะได้เตรียมตัวก่อนไปหยิบจับ-สัมผัสคะ

1.แผงหน้าปัดรถยนต์

แผงหน้าปัดรถยนต์มีเชื้อโรคมากกว่าลูกบิดประตูถึง 10 เท่า … เพราะอะไรน่ะหรอค่ะ … ตามที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Arizona กล่าว แสงแดดทำให้แผงหน้าปัดรถยนต์ร้อนและทำให้เชื้อโรคสามารถเติบโตขยายพันธุ์ได้ดี แล้วคุณก็นั่งสูดดม เชื้อโรคเข้าไปทุกวันๆเวลาขับรถ

2.โต๊ะทำงาน

โต๊ะทำงานของคุณมันมีเชื้อโรคมากกว่าโถนั่งในห้องน้ำโดยเฉลี่ยกว่า 400 เท่าค่ะ ตามที่ ดร. Charles Gerba นักจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย Arizona กล่าว ซึ่งตัวการหลักที่เราต้องโทษก็คือ ” โทรศัพท์ ” และ ” คีย์บอดร์คอมพิวเตอร์ ” ค่ะ เพราะพวกมันปกคลุมไปด้วยเชื้อโรคที่มาจากนิ้วของคุณ Gerba พบว่ามีเชื้อโรคมากกว่า 25,000 ต่อหนึ่งตารางนิ้วที่โทรศัพท์ค่ะ

3.ที่จับตู้ไมโครเวฟในที่ทำงาน

ไวรัสหวัดสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 72 ชั่วโมงบนที่จับนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าลืมล้างมือก่อนและหลังที่อุ่นอาหารน่ะค่ะ

4. ที่ล้างจานในห้องครัว

ฟองน้ำล้างจานและท่อระบายน้ำเต็มไปด้วยอาหารค้างเก่าค่ะ ดังนั้นจึงเป็นสถานที่สุดเพอร์เฟคในการเจริญเติบโตของเชื้อโรคค่ะ

5. ที่กดตู้เอทีเอ็ม

เหตุผลที่ตู้กดเอทีเอ็มติดอันดับก็เพราะมีคนเป็นร้อยที่กดๆเอทีเอ็มทุกๆวัน

6. อ่างอาบน้ำ

เวลาเราทำความสะอาดร่างกาย ล้างเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆออกจากตัว คำถามคือมันจะไปอยู่ที่ไหนแทน ก็ไปติดอยู่ที่อ่างอาบน้ำนะซิค่ะ ความชื้นทำให้เชื้อโรคและหนอนพยาธิต่างๆสามารถเติบโตได้ดีค่ะ มันมีแบคทีเรีย 120,000 ต่อหนึ่งตารางนิ้วใกล้ๆที่ระบายน้ำของอ่าง ตามการศึกษาของ Hygiene Council ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก Reckitt Benckiser

ก่อนจากกัน เรามีของหนึ่งอย่างที่ถ้าบ้านคุณมีละก็ รับรองว่าสะอาดปลอดโรคค่ะ นั้นก็คือ ” พื้นไม้ ” นั้นเอง

สาเหตุก็เพราะพื้นไม้มันไม่ค่อยมีรูค่ะ ดังนั้นมันจึงไม่มีความชุมชื้นมากพอที่เชื้อโรคจะมีชีวิตอยู่ แม้แต่ในย่านที่มีการค้าขายหนาแน่นก็ยังแห้งเกินไปสำหรับเชื้อโรคในการเจริญเติบโตค่ะ

จริงหรือไม่ เคี้ยวนาน ทำให้ฉลาด ?
ที่มา : http://www.familydirect.co.th

การเคี้ยวมาก จะช่วยให้สมองปราดเปรียวมากขึ้น นักการเมืองชาวอังกฤษท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “อาหาร 1 คำ ต้องเคี้ยวอย่างน้อย 3-12 ที ไม่ว่าอาหารนั้นจะอ่อนแค่ไหนก็ตาม ถ้าคุณไม่มีความอดทนขั้นนี้ ก็อย่าไปหวังว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารตั้งแต่เด็ก สร้างความกลัดกลุ้มทรมานแก่เขามาก หลังจากเขาทดลองเคี้ยวอาหารคำละ 100 ทีแล้วปรากฏว่า เขาหายจากโรคกระเพาะอาหารในเวลา 1 สัปดาห์”

การเคี้ยวอาหารมิเพียงเกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น ยังเกี่ยวพันกับสมรรถนะของสมองอย่างแนบแน่นด้วย การเคี้ยวอาหารจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลาย (SALIVARY GLAND) และต่อมใต้หู (PAROTID GLAND) หลั่งฮอร์โมนออกมา ขณะเดียวกัน อาการเคี้ยวซึ่งทำให้ฟันบนกับฟันล่างกระทบกันก็จะกระตุ้นสมองใหญ่ด้วย การกระตุ้นนี้จะทำให้สมองใหญ่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มพลังแห่งการวินิจฉัย การขบคิดและสมาธิ

ผลที่ได้จากการทดลอง จำนวนทีที่เคี้ยวอาหารสำหรับประกอบการพิจารณา ผู้ที่สนใจจะทดลองดูก็ได้

การเคี้ยวอาหาร 30 ที ผลที่ได้จากการกินอาหารแต่ละคำ ควรเคี้ยวอย่างน้อยที่สุด 30 ที จะช่วยให้เหงือกแข็งแรงและช่วยรักษาอาการขี้หงุดหงิดจิตใจไม่สงบ
การเคี้ยวอาหาร 50 ที จะช่วยลดอาการกลัดกลุ้มเจ้าอารมณ์อย่างน้อยที่สุดช่วยให้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ได้ในเวลากินอาหารนอกจากนี้ ยังลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่เกินจำเป็นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
การเคี้ยวอาหาร 100 ที ช่วยให้หนักแน่นมากขึ้น สามารถวินิจฉัยและจัดการปัญหาต่างๆ อย่างสงบเยือกเย็น กินน้อยแต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก นอกจากนี้ยังช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ หรือระคายต่อร่างกายได้ด้วย
การเคี้ยวอาหาร 200 ที ถ้ายืนหยัดเคี้ยว 200 ที ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อแล้ว จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คาดการณ์และวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น
เมื่อทราบข้อมูลอย่างนี้แล้ว ลองหันกลับมามองตัวเองหรือคนรอบข้าง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชอบเคี้ยวข้าวเร็วยังไม่ทันละเอียดก็รีบกลืน ผลลัพธ์ที่ตามมามีให้เห็นมากไม่ว่าเรื่องของท้องผูก อาหารไม่ย่อย ร้องโอดโอยกันยกใหญ่ เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ต้องใส่ใจเรื่องการเคี้ยวอาหารของลูกให้มากขึ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s