การเดาข้อสอบ

เวลานั่งอยู่ในห้องสอบ และมีบางข้อทำไม่ได้

ถึงแม้ว่าจะอ่านมาแล้วก็ยังจำได้ไม่หมด

ให้ข้ามไปทำข้ออื่นๆก่อน

ข้อไหนทำได้ ทำไป ทำไม่ได้เว้นว่างไว้ พอทำครบทุกข้อแล้ว

สำหรับเราจะค่อยๆนั่งนึกว่า… ข้อนี้ตรงกับหน้าไหนที่เราอ่าน เช่น
มีอยู่ข้อหนึ่งตอนที่เรานั่งทำสอบ
เอ๊ะ…. พอพูดถึงทฤษฎีบุคลิกภาพมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ
ประกอบด้วยนักคิดหลายคน
เราก็นั่งประมวลและว่า… มีนักคิดคนไหนบ้างอยู่กลุ่มไหน ?
1. ทฤษฎีแบ่งประเภท
2. ทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะนิสัย
มีแยกย่อยลงมาอีก เยอะเลย
ตอนสอบทำได้ตั้งเยอะ รู้สึกว่าคิดถูกนะที่อ่านเยอะ อ่านบ่อยๆ
อย่างตอนนี้เราก็ยังจำได้อยู่เลยว่า..
แบ่งประเภทแบ่งได้อีก 3 อย่าง
1.ลักษณะรูปร่างทางกาย
2.ลักษณะสารเคมีและต่อมไร้ท่อ
3.ลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออก

นักคิดคนแรกที่คิดประเภททางกาย คือ เคสเมอ เป็นจิตแพทย์+นักจิตวิทยา ชาวเยอรมัน
เขาสามารถแบ่งคนออกเป็น 4 ประเภท
เอสเทนิก ผอมสูง เงียมขรึม เก็บตัว
พินิค อ้วนเตี้ย ชอบแสดงตัว
เอเทโททิติค สมส่วน อยู่ในโลกของความจริง
ไดลาสติค ไม่สมประกอบ มีปมด้อย
(จริงๆอะที่ เคสเมอร์ บอก มันมียาวกว่านี้แล้วเราก็ย่อให้สั้นๆ ท่องบ่อยๆ ได้ออกมาเป็นแบบนี้)

อ่านหนังสือเยอะๆ อ่านบ่อยๆ ตรงไหนที่ชอบลืม อ่านซ้ำไปซ้ำมา
จำชื่อ จำหัวข้อหลักๆ จำหัวข้อย่อย นักคิดมีกี่คนในแต่ละหัวข้อ มีกี่ทฤษฎี
ไม่รู้สิ เราอ่านได้อ่านเยอะๆ ไม่มีหรอกที่เราจะจำไม่ได้
ยกเว้นว่า เราไม่สนใจมากกว่า…

แต่…ที่เราเคยถามอ.เขาบอกว่าตอนเขาทำสอบ
เขาจะพยายามนึกถึงตอนที่นั่งเรียน แล้วคิดว่าตอนที่อ.เขาสอน เขาพูดอะไรมั่ง ?

ซึ่งเรากลับมองว่า ไม่ได้ผล พออ.สอนวันนี้กลับบ้านเราก็จำได้เลือนลาง
แล้วพอนั่งทำสอบ ให้มานั่งนึกอีก นึกไม่ออกหรอกสำหรับเราTT

วิธีลัดและให้ทำข้อสอบได้แบบไม่อ่านหนังสือเลย เรากลับมองว่าไม่มีหรอก
ขนาดอัจฉริยะ เขายังต้องอ่านผ่านตาสักรอบก่อนเลย
และเราเป็นคนธรรมดา อ่านรอบเดียวจะรู้เรื่องได้ไง
มีเวลาเท่าไหร่ ก็อ่านไปเรื่อยๆ หยุดอ่านก็ต่อเมื่อ จำและเข้าใจในสิ่งที่อ่านนั่นแหละ
ข้อแนะนำว่าเวลาอ่านหนังสือนั้น เราไม่ควรท่องจำเด็ดขาดนะครับ เพราะมันจะทำให้เราไม่รู้เรื่อง
อาจจะทำได้เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆขณะทำข้อสอบเท่านั้น แต่พอเลยเวลามาก็ลืม เป็นคนไม่รู้จริง
วิธีที่ดีที่สุดคือ พยายามอ่านให้เข้าใจกับมัน พยายามเข้าใจconcept ของสิ่งที่เรากำลังอ่านอยู่ว่ามันคืออะไร และใช้ประโยชน์อย่างไร
ถ้าเป็นวิชาคำนวน คำตอบมักจะไม่อยู่ที่ข้อแรก หรือ ข้อสุดท้าย เพราะถ้าเป็นข้อแรกได้คำตอบ
แล้ว กาทันที ไม่ต้องคิดอะไรมากเป็นข้อสอบที่ง่ายไป ถ้าข้อสุดท้ายจะต้องคิดคำตอบทุกข้อ
เพื่อหาข้อถูกที่สุดทำให้เสียเวลา อาจทำข้อสอบทั้งหมดไม่ทัน

เคยเจอไหม คำตอบของโจทย์ข้อแรกใช้ตอบคำที่ 2 คำตอบข้อที่ 2 ใช้ตอบข้อที่ 3

คำตอบกาถูก ผิด โอกาศพลาดแค่ 50% แต่คำตอบชุดนี้คือ ต้องกาถูกหมด เป็นข้อสอบหลอก
ให้กดดันตัวเอง พอเรากาถูกมากๆจะเริ่มสงสัยแล้วว่ามันแปลกๆจากนั้นจะเริ่มไม่มั่นใจในคำตอบ
สุดท้ายก็จะแก้คำตอบจนผิดเอง เพราะความไม่มั่นใจ

ข้อสอบเอ็นท์นานมาแล้ว เคยทำเฉลยกับเพื่อน คำตอบเฉลี่ย ก ข ค ง เท่ากันทุกข้อ สมมุติ
ข้อสอบมี 40 ข้อ จะมีคำตอบ ก 10 ข 10 ค 10 ง 10

จากสถิติการมั่วข้อสอบที่พบมา กาคำตอบข้อเดียวเรียงกันไปมีโอกาศถูกมากกว่ากาสะเปะ
สะปะ การมั่วที่ดีกว่านั้นคือตัดข้อที่ไม่ใช่แน่ๆออกให้เหลือคำตอบที่ไม่แน่ใจแค่ 2 ข้อจาก
นั้นค่อยกา โอกาศผิดจะมาอยู่ที่ 50/50

โชคดีนะยังเจอข้อสอบมั่วได้ ผมเจอข้อสอบวิศวะ ทำผิด -3 ไม่ทำ -1 มีคนได้คะแนนติดลบ
ด้วย ข้อสอบแบบนี้ป้องกันการมั่วได้ดีมากพอๆกับข้อสอบผู้ตรวจสอบอาคารเลย
เทคนิคการเดาข้อสอบข้อที่ไม่มั่นใจ

——————————————————————————–

เวลาคับขัน สับสน และจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกตอบปัญหา ที่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการเดาข้อสอบ ฉะนั้นคุณที่เคยผ่านการสอบมาแล้ว คงไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงการเดาข้อสอบในบางข้อที่คุณไม่สามารถทำได้ หนทางในการตัดสินใจช่างมืดมนเสียเหลือเกินจะทำอย่างไรดี

ในสถานการณ์เช่นนี้ การเดาข้อสอบย่อมเกิดขึ้นได้เสมอและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับการส่งกระดาษเปล่าคับ

หลายคนอาจเห็นว่าไม่ควรทำ แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง ทุกคนต้องผ่านขั้นตอนนี้มาแล้วกันทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นในการเดาข้อสอบแต่ละครั้งจึงต้องอาศัยเทคนิคต่างๆ เป็นองค์ประกอบเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ การสังเกตและการพิจารณาคำถามนั้นๆ โดยเลือกตามหลักของความน่าจะเป็นไปที่จะหาความเสี่ยงน้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้

เทคนิคในการเดาข้อสอบที่นิยมใช้เป็นหลักในเป็นการช่อยตัดสินใจมีดังต่อไปนี้

1.จงระลึกอยู่เสมอว่า คำตอบแรกที่นึกขึ้นได้ มักจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องก่อนเสมอข้อนี้มักเป็นพื้นฐานในการเดาข้อสอบอยู่เสมอ

2.สังเกตเปรียบเทียบจากคำตอบและคำถามจากข้ออื่นๆเข้าประกอบตัดสินใจ บางครั้งมีคำตอบในข้อที่ต้องเดา อาจจะซ่อนอยู่ข้ออื่นๆก็ได้

3.คำตอบที่ไม่มีในข้อนี้ อาจจะมีในข้ออื่นๆ แม้บางครั้งคำตอบในข้ออื่นนั้นอาจจะไม่ใช่ข้อที่ถูกต้องที่สุดในข้อนั้น แต่ก็ต้องเปรียบเทียบดูก่อนที่จะตอบลงไป

4.การสลับข้อสอบแบบเรียง เช่น เมื่อข้ออื่นๆ มีคำตอบข้อ ก.ข.ค.ง.แล้วเริ่มต่อด้วย ข้อ ก.ข.ค. ใหม่ คำตอบต่อไปก็น่าจะเป็นไปได้ว่า เป็นข้อ ง. ข้อนี้ไม่ควรจะจริงจังจนเกินไป แต่ในความเป็นจริงก็มีบางวิชาที่อาจารย์บางท่านที่ชอบออกข้อสอบแล้วมีคำตอบต่างๆ ที่ทดสอบทักษะการสังเกตของนักเรียน หรือบางท่านที่ต้องการความสวยงามและง่ายในการตรวจ โดยเฉพาะข้อสอบแบบปรนัย (โดยปกติอาจารย์จะเจาะกระดาษคำตอบเป็นช่องๆ แล้วเอาทาบตรงกระดาษของนักเรียนแล้วตรวจตามนั้น แต่บางครั้งก็ตรวจโดยการใช้คอมพิวเตอร์)เพราะฉะนั้นนอกขากการเดาข้อสอบแล้ว ก็ต้องเดา(ทาย) ใจอาจารย์เจ้าของวิชาด้วย

5.การตอบแบบบรรยาย แบบน้ำท่วมทุ่ง (กรณีข้อสอบเป็นอัตนัย) ก็ช่อยแก้สถานการณ์ที่วิกฤตได้ หากไม่ตอบอาจจะได้ศูนย์คะแนน แต่บางครั้งอาจารย์จะให้คะแนนสงสารหรือค่าน้ำหมึก แม้ได้คะแนนน้อยแต่ก็มีผลไปเพิ่มคะแนนรวมในข้ออื่นๆได้

6.ให้นึกถึงการบรรยายที่ผ่านมาว่ามีอะไรลางๆ ที่พอจะเป็นเค้าในการเดาข้อสอบ มีข้อไหนที่ทำให้สะกิดใจเมื่อเห็นว่าควรจะเห็นไปได้ให้รีบเขียนลงในกระดาษคำถามทันที ก่อนที่คำตอบนั้นจะเลือนหายไปเสียก่อน

7.เมื่อเริ่มทำข้อสอบให้ทำตำหนิไว้ก่อน (ในข้อจำเป็นต้องอาศัยการเดา) เมื่อทำเสร็จหมดแล้วให้กลับมาทบทวนอีกครั้ง เพราะบางครั้งข้อสอบที่ทำไปอาจมีคำตอบในข้อนี้ อย่ารีบร้อนส่ง ควรอ่านให้ดีจนเวลาใกล้หมดจึงส่งกระดาษคำตอบนั้น

8.สรุปข้อสอบ ในทุกข้อที่มีแล้วหาคำตอบว่าเกี่ยวโยงหรือมีความคล้ายคลึงพอที่จะเป็นคำตอบได้หรือไม่ หรือนั่งรอในห้องสอบจนวินาทีสุดท้าย ไม่ควรเร่งรีบออกจากห้องสอบแม้รู้ตัวว่าทำไม่ได้ก็ตาม ก็ควรนึกตรึกตรองข้อสอบที่ใกล้เคียงที่สุด แล้วค่อยกาข้อสอบลงไปในวินาทีสุดท้ายของชั่วโมงสอบ ดีกว่าเอาปากกาหมุน ๆ จ่มพึมพำ ๆ แล้วกะจิ้มจึ๊ก ๆ อยู่เด้ล่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ

๑. การสอบข้อเขียน ข้อสอบที่ใช้กันในการสอบข้อเขียน ได้แก่ ข้อสอบแบบปรนัยและอัตนัย นอกจากนั้นวิธีการสอบที่มักจะใช้สอบก็คือ การสอบแบบปิดและเปิดตำรา วิชาไหนจะสอบแบบใดอาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้กำหนดและแจ้งให้นักศึกษาทราบก่อนสอบเสมอ นักศึกษาที่มีความรู้เท่ากันไม่ได้หมายความว่าจะได้คะแนนสอบเท่ากัน ผลการวิจัยพบว่าผู้ที่มีทักษะที่ดีในการทำข้อสอบจะได้คะแนนสูงกว่าผู้ที่ขาดทักษะ ดังนั้น ต่อไปนี้จะกล่าวถึงวิธีการทำข้อสอบเพื่อให้มีโอกาสได้คะแนนสูงขึ้น ๑.๑ การสอบแบบเปิดตำรา การสอบแบบนี้ผู้สอนจะอนุญาตให้ผู้สอบนำเอกสารต่าง ๆ เข้าไปในห้องสอบได้ โจทย์ส่วนใหญ่จะถามเกี่ยวกับความเข้าใจเนื้อหาของวิชาที่เรียนมากกว่าการท่องจำและอาจจะรวมถึงการนำความรู้หรือทฤษฎีไปประยุกต์ใช้อีกด้วย ซึ่งมีลักษณะ ๒ แบบ คือ ๑.๑.๑ ข้อสอบง่าย แต่จำนวนข้อสอบยากจนทำไม่ทัน ๑.๑.๒ ข้อสอบยาก จำนวนข้อน้อย แต่วัดความเข้าใจและความสามารถในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีต่าง ๆ การทำข้อสอบแบบนี้ให้ได้ดี นอกจากจะต้องเข้าใจเนื้อหาอย่างดีแล้ว การฝึกฝนทำข้อสอบ หรือข้อสอบของปีที่ผ่านมาให้คล่องแคล่วก็สำคัญไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการเขียน และการเปิดหาหัวข้อที่ต้องการใช้ […]

๑. การสอบข้อเขียน

ข้อสอบที่ใช้กันในการสอบข้อเขียน ได้แก่ ข้อสอบแบบปรนัยและอัตนัย นอกจากนั้นวิธีการสอบที่มักจะใช้สอบก็คือ การสอบแบบปิดและเปิดตำรา วิชาไหนจะสอบแบบใดอาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้กำหนดและแจ้งให้นักศึกษาทราบก่อนสอบเสมอ นักศึกษาที่มีความรู้เท่ากันไม่ได้หมายความว่าจะได้คะแนนสอบเท่ากัน ผลการวิจัยพบว่าผู้ที่มีทักษะที่ดีในการทำข้อสอบจะได้คะแนนสูงกว่าผู้ที่ขาดทักษะ ดังนั้น ต่อไปนี้จะกล่าวถึงวิธีการทำข้อสอบเพื่อให้มีโอกาสได้คะแนนสูงขึ้น

๑.๑ การสอบแบบเปิดตำรา

การสอบแบบนี้ผู้สอนจะอนุญาตให้ผู้สอบนำเอกสารต่าง ๆ เข้าไปในห้องสอบได้ โจทย์ส่วนใหญ่จะถามเกี่ยวกับความเข้าใจเนื้อหาของวิชาที่เรียนมากกว่าการท่องจำและอาจจะรวมถึงการนำความรู้หรือทฤษฎีไปประยุกต์ใช้อีกด้วย ซึ่งมีลักษณะ ๒ แบบ คือ
๑.๑.๑ ข้อสอบง่าย แต่จำนวนข้อสอบยากจนทำไม่ทัน
๑.๑.๒ ข้อสอบยาก จำนวนข้อน้อย แต่วัดความเข้าใจและความสามารถในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีต่าง ๆ

การทำข้อสอบแบบนี้ให้ได้ดี นอกจากจะต้องเข้าใจเนื้อหาอย่างดีแล้ว การฝึกฝนทำข้อสอบ หรือข้อสอบของปีที่ผ่านมาให้คล่องแคล่วก็สำคัญไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการเขียน และการเปิดหาหัวข้อที่ต้องการใช้ ได้อย่างรวดเร็ว โดยการจัดระบบของเอกสารหรือตำราที่ใช้สอบ เช่น การใช้คั่นหน้าของหนังสือ เป็นต้น

๑.๒ การสอบแบบปิดตำรา

การสอบเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะมักจะเป็นการวัดความรู้ ความเข้าใจ และความจำของการเรียนที่ผ่านมา ข้อสอบแบบนี้ซึ่งจะมีทั้งข้อสอบแบบปรนัยและข้อสอบแบบอัตนัย ส่วนใหญ่จะทดสอบความเข้าใจและความจำของผู้สอบ

๑.๓ ประเภทของข้อสอบข้อเขียน

๑.๓.๑ ข้อสอบแบบปรนัย คือข้อสอบที่มีทั้งคำถามและคำตอบ โดยคำตอบจะมี ๔ – ๕ ตัวเลือก ( Choices ) ให้เลือกตอบ แต่จะข้อจะมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบหรือเพียงตัวเลือกเดียวเท่านั้น มีขั้นตอนในการทำข้อสอบดังนี้

๑.๓.๑.๑ อ่านคำสั่งอย่างละเอียด ทำเครื่องหมายให้ตรงตามที่คำสั่งระบุไว้อย่างเคร่งครัดและให้ตรงกับข้อคำถาม

๑.๓.๑.๒ ทำข้อสอบที่เราทำได้ก่อน ส่วนข้อที่ยังทำไม่ได้ ให้ทำเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ไว้ให้ชัดเจน ผ่านไปทำข้ออื่นก่อน เพระบางครั้งคำตอบในข้ออื่นอาจจะช่วยให้เราตอบข้อที่เรายังทำไม่ได้ แล้วกลับไปทำข้อนั้น การทำสัญลักษณ์จะทำให้เกิดจุดเด่นที่เราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าเราข้ามข้อไหนมาบ้าง

๑.๓.๑.๓ กรณีที่เราไม่รู้คำตอบจริง ๆ อาจจะต้องอาศัยการคาดเดา ซึ่งใช้วิธีต่อไปนี้อาจจะช่วยได้บ้าง

๑.๓.๑.๓.๑ วิธีการตัดตัวเลือก คือ กำจัดคำตอบข้อที่ผิดอย่างชัดเจนออกไปก่อน ทำให้เหลือตัวเลือกน้อยลง ถ้าเดาโอกาสถูกก็จะสูงขึ้น

๑.๓.๑.๓.๒ คำตอบที่มีความหมายคล้ายกันมักจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ( แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป )

๑.๓.๑.๓.๓ คำตอบที่มีความหมายกว้างครอบคลุมข้ออื่น ๆ มักจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ( แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป )

๑.๓.๑.๓.๔ คำตอบที่ตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกัน ไม่คำตอบใดก็คำตอบหนึ่งมักจะเป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง ( แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป )

๑.๓.๑.๓.๕ คำตอบที่ยาวที่สุดหรือสั้นที่สุดก็มักจะเป็นคำตอบที่ถูก ทั้งนี้ ให้สังเกตจากคำตอบข้อที่เราทำได้มาเป็นแนวโน้ม ( แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป )

๑.๓.๑.๓.๖ คำตอบแรกที่นึกขึ้นได้มักจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์

๑.๓.๒ ข้อสอบแบบอัตนัย ข้อสอบแบบนี้ไม่มีคำตอบให้เลือก ผู้สอบจะต้องคิดคำตอบเองทั้งหมด การทำข้อสอบแบบนี้ให้ได้คะแนนดี ๆ มีวิธีดังนี้

๑.๓.๒.๑ อ่านข้อสอบทั้งหมดอย่างระมัดระวัง และแบ่งเวลาในการทำข้อสอบ

ตรวจดูว่ามีเวลาทำข้อสอบนานเท่าไร ข้อสอบมีจำนวนกี่ข้อ คะแนนในแต่ละข้อเท่าไร ( กรณีที่ไม่ได้ระบุไว้ ให้สันนิษฐานว่าคะแนนเท่ากันทุกข้อ ) ข้อไหนยาก ข้อไหนง่ายสำหรับเรา จากนั้นเราจะมีข้อมูลในการคำนวณเวลาในการทำข้อสอบแต่ละข้อว่าต้องใช้เวลาและเขียนรายละเอียดมากน้อยเท่าไร เพื่อที่จะทำข้อสอบได้ทัน และมีเวลาเหลือสำหรับการทบทวน

ข้อไหนทำจนหมดเวลาเฉลี่ยแล้วยังทำไม่เสร็จหรือคิดไม่ออกให้เว้นช่องว่างหรือทำสัญลักษณ์เพื่อกันลืมไว้ ผ่านไปทำข้ออื่นก่อน และกลับมาคิดทบทวนและลงมือทำอีกรอบหนึ่ง ผู้เขียนแนะนำให้แบ่งเวลาให้ ๕ – ๑๐ นาทีก่อนส่งข้อสอบเสมอ สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบ ตรวจดูชื่อ – นามสกุล และเลขที่สอบหรือเลขประจำตัว

๑.๓.๒.๒ ตอบให้ตรงคำถาม

อ่านคำถามให้เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจให้อ่านซ้ำ ๆ จนกว่าจะเข้าใจคำถาม และสำรวจคำถามว่าผู้ออกข้อสอบต้องการคำตอบอะไร รายละเอียดมากน้อยแค่ไหน แล้วตอบคำถามโดยมีรายละเอียดดังนี้

๑.๓.๒.๒.๑ ตอบอย่างสั้นหรือกระชับพอได้ใจความ เมื่อคำถามมีว่า บอกชื่อ ระบุ หรือเขียนเป็นข้อ ๆ แต่ไม่ควรสั้นจนไม่ได้เนื้อความครบประเด็น

๑.๓.๒.๒.๒ ตอบอย่างละเอียดและมีประเด็นที่ชัดเจน เมื่อคำถามมีว่า เปรียบเทียบ อธิบาย บรรยาย วิจารณ์ หรือ ทำไม ในกรณีให้บอกเหตุผล แต่ไม่ควรมีแต่น้ำจนคำตอบยาวเยิ่นเย้อไม่มีประเด็นที่ชัดเจน

บางครั้งผู้สอบจะกำหนดจำนวนช่องว่างสำหรับให้เขียนคำตอบมาให้ ควรเรียบเรียงความคิดและเขียนคำตอบให้พอดีกับช่องว่างนั้น ขณะที่กำลังอ่านคำสั่ง ถ้ามีคำตอบข้อใดก็ตามเข้ามาในสมองให้รีบเขียนคำตอบนั้นทันทีแบบย่อสั้น ๆ ลงในกระดาษคำถามเพื่อกันลืม

๑.๓.๒.๓ ทำข้อที่ทำได้ และที่ได้คะแนนมากก่อน

ทำข้อสอบข้อที่ทำได้ก่อน เพราะจะทำให้มั่นใจในการทำข้อสอบและยังมีเวลาเหลือไปคิดข้ออื่น ๆ

๑.๓.๒.๔ เขียนให้น่าอ่าน

ก่อนที่จะลงมือเขียนคำตอบต้องเรียบเรียงความคิดและวางโครงร่างคร่าว ๆ ว่า มีหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยอะไรบ้าง ควรเขียนข้อมูลละเอียดแค่ไหน เรียงลำดับก่อนหลังตามความสำคัญ จากนั้นเริ่มเขียนด้วยลายมือที่อ่านง่าย เว้นวรรคให้ชัดเจน และย่อหน้าให้ถูกต้องตามประเด็น ไม่ควรเขียนวกไปวนมา และกรุณาอย่าใช้ภาษาพูด พยายามใช้แผนภูมิ แผนภาพ หรือตารางประกอบ ถ้าโจทย์นั้นอำนวย เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำเสนอความคิดของเราให้แก่ผู้ตรวจอย่างชัดเจน
กฎข้อที่ 1 อย่าเดาแบบโง่ๆ จงอ่านโจทย์กับตัวเลือกทุกข้อ
สิ่งที่บ้าที่สุดสำหรับการเดาคือการกาโดยไม่อ่านโจทย์และตัวเลือกโดยการคิดว่ายังไงมันก็ทำไม่ได้อ่านไม่อ่านก็ไม่ต่างกัน คนที่ทำแบบนี้มันจะเป็นตัวตลกในสายตาของอาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบเสมอ เรามักจะเป็นพวกที่กา ค หมดทุกข้อทั้งๆ ที่บางตอนของข้อสอบให้เลือกกาถูกข้อ ก. ผิด ข้อ ข. บ่อยๆ ดังนั้นจงจำไว้ว่าไม่ว่าทำได้หรือไม่อย่ากาโดยไม่อ่านโจทย์และตัวเลือกเดขาด การเดาแบบโง่ๆ ทำให้ความน่าจะเป็นของคะแนนอยู่ที่ 25% ซึ่งคะแนนจะอยู่ประมาณ 10-35 เต็ม 100 (ส่วนใหญ่มักจะได้น้อยกว่า 25 เพราะมักจะมีตอนพิเศษแบบให้เติมตัวอักษร กาแค่ข้อ ก. ข. อะไรแบบนี้เป็นประจำ ซึ่งทำให้เราตกแน่นอน จำไว้ว่าจงอ่านให้ละเอียด

กฎข้อที่สอง รู้เขารู้เราเดายังไงก็ไม่ตก
อาจารย์แต่ละคนมีนิสัยกวนส้นแตกต่างกันไป ถ้าเราเข้าใจนิสัยของอาจารย์จะเข้าใจแนวทางการออกข้อสอบของเขา อาจารย์บางคนชอบออกแบบข้อไหนถูกทุกข้อ ข้อนั้นจะถูก แต่บางคนก็ชอบเอาถูกทุกข้อมาไว้หลอกเด็ก ปรกติแล้วถ้าทำข้อสอบสักครึ่งนึงจะพอเดานิสัยอาจารย์ได้แล้วเช่นว่าข้อที่ถูกทุกข้อจะถูกไหม หรือข้อที่ยาวๆ ถูกรึเปล่า ให้ดูจากข้อที่เราพอจะทำได้จะอนุมานข้ออื่นๆ ด้วยด้วย

อีกอย่างนึงจงเข้าใจจิตใจของคนออกข้อสอบ ลองนั่งคิดว่าถ้าเราออกข้อสอบเราจะขี้เกียจไหม เป็นเราก็คงใช้ ctel+c ctel+v เหมือนกันแล้วเปลี่ยนนิดนึงล่ะน่า

กฎข้อที่สาม จงขีดฆ่าข้อที่ไม่น่าจะใช่ออกไปให้มากที่สุด
ถ้าเราตัดไปได้ข้อนึกความน่าจะเป้นที่จะถูกในข้อนั้นจะเป็น 33% และ 50% ถ้าตัดได้สองข้อ ถ้าเราทำข้อสอบได้สัก 30 ข้อจากร้อยข้อ และตัดตัวเลือกได้ 1 ตัว สัก 30 ข้อ ตัด 2 ตัวได้สัก 20 ข้อ ที่เหลือเดาไปเลย คะแนนเฉลี่ยที่น่าจะเป็นของเราของเราคือ 1*30+0.33*30+0.50*20+20*0.25 = 30+9.9+10+5 = 54.5 ก็รอดแล้ว บวกพวกข้อที่มีตัวเลือกแค่สองตัวที่โอกาสถูกมากขึ้นเข้าไปอีก ก็ผ่านสบายๆ เอาเข้าจริง ถ้าเราใช้วิจารณญาณในการเลือกตัวเลือกดีๆ ตัวเลือกที่เลือกใน 1 จาก 3 และ 1 จาก 2 จะมีโอกาสสูง เมื่อใช้รวมกับวิธีอื่นๆ ด้วยจะได้คะแนนประมาณ 60-70 คะแนน เต็มร้อย ถ้าเราพออ่าหนังสือมาบ้าง ทำได้สัก 40 ข้อ คะแนนก็จะขึ้นไปถึง 70-80 คะแนน

วิธีการตัดตัวที่ไม่น่าใช่มีดังนี้
1. ทุกข้อมักจะมีข้อหมดมุขขออาจารย์ที่ออกข้อสอบเสมอ
เช่น ใครตั้งกรุงสุโขทัย
ก. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ข. พ่อขุนบานเมือง
ค. พ่อขุนรามคำแห่ง
ง. พระเจ้าตาก

จะเห็นว่า ง. อาจารย์หมดมุขแล้ว ในความเป็นจริงถ้าขี้เกียจน้อยหน่อยอาจารย์ก็จะเอาไปมั่วๆ ไว้ในตัวเลือกไหนก็ได้เราก็ตัดมันทิ้ง คิดซะว่าคนที่ออกข้อสอบ 100 ข้อก็ต้องมีเบลอๆ มีขี้เกียจๆ กันบ้าง

2. ถ้าให้มาเหมือนกันให้ตัดข้อนั้นทิ้ง เว้นแต่จะมีง. ให้เลือกว่าถูกทุกข้อ หรือ 2 ข้อนั้นถูก
เช่น จากสมการ สมบัตของค่า X เป็นอย่างไร
ก. x เป็นจำนวนคู่
ข. x หารด้วยสองลงตัว
ค. x เป็นจำนวนคี่
ง. x หาค่าไม่ได้

จากข้อนี้ ก. กับ ข. เหมือนกัน ตัดทิ้งไปเลย
Tip ข้อที่ตรงข้ามกับข้อหลอกที่ถูกตัดทิ้งมักจะถูกเสมอ ดังนั้นจากข้อนี้ ค น่าจะถูก บวกกับที่ ง. มันน่าตาเหมือนตัวหลอก น่าจะตอบ ค.

กฎข้อที่สาม ในกรณีที่ข้อสอบเป็นข้อสอบสมการที่ซับซ้อนจงเอาตัวเลือกไปแทนในโจทย์ อย่าเสียเวลาแกะเลขยกกำลัง
เช่น
xกำลังสาม-y=100
yกำลัง2 = xกำลัง4
ก. x=2 y= 10
ข. x=3 y= 15
ค. x=5 y= 25
ง. x=7 y= 50
อย่าเสียเวลาคิดเลย เอาค่าในแต่ละตัวเลือกไปแทนในโจทย์เถอะ

กฎข้อที่สี่ จงคำนวนความน่าจะเป็นที่เกิดจากข้อสอบที่มีตัวเลือกเดียวกันให้ดี
บางทีจะเจอข้อสอบที่มีตัวเลือกเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วมักจะมีมีตัวเลือกพอดีกับข้อ และมันจะจับคู่ข้อละ 1 ตัวเลือก แต่ก็ต้องดูนิสัยอาจารย์ด้วย

ตัวอย่างเช่น
ใครเขียนนิยายเรื่องผมกับผี
ก.แจกันสีฟ้า
ข.ซาซ่า
ค.เคนนี่
ง.หย่งเล่อ

ใครเขียนนิยายเรื่องรักรสหวาน
ก.แจกันสีฟ้า
ข.ซาซ่า
ค.เคนนี่
ง.หย่งเล่อ

ใครเขียนนิยายยูริ
ก.แจกันสีฟ้า
ข.ซาซ่า
ค.เคนนี่
ง.หย่งเล่อ

ใครเขียนเรื่องทีนอส
ก.แจกันสีฟ้า
ข.ซาซ่า
ค.เคนนี่
ง.หย่งเล่อ

อย่างแรกต้องทำข้อที่ได้ก่อน ตัวเลือกนั้นก็จะตัดไปจากของข้ออื่น
จากนั้นเราต้องคำนวนคะแนนที่มีว่าควรจะเดาแบบไหน เอาแบบกาทั้งสามข้อด้วยตัวเลือกเดียวกันให้ถูก 100% 1 ข้อจะดีไหม หรือว่าจะกากระจาย

ตัวอย่างเช่น เรารู้ว่าหย่งเล่อเขียนเรื่อง ผมกับผีแต่อีกสามข้อไม่รู้ จากนั้นเราอาจจะเลือกกา ก. ทั้งสามข้อที่เหลือเอา 1 คะแนนจากสามข้อ หรือจะลองเสียง 33% สามครั้งก็ตามใจ

กฎข้อที่ห้า
ให้ทำข้อที่ทำได้ก่อน ทิ้งข้อที่ทำไม่ได้ไว้ค่อยมาเดาทีหลัง เพราะมันมักจะมีเฉลยข้อแรกๆ อยู่ในข้อต่อไปเสมอ และมีผลกับการเดาสำหรับข้อสอบของอาจารย์ที่มีนอสัยชอบเฉลี่ยให้ตำตอบแต่ล่ะตัวเลือกเท่าๆ กัน
ข้อที่ทำไม่ได้ตัดข้อที่ไม่น่าจะใช่ไว้ แล้วมาเดาที่หลัง ทำสัญลักษณ์ข้อที่เดาไว้เผื่อมาแก้ด้วย

เรามักจะเจอคำถามทำนองว่า
ใครตั้งสุโขทัย
กับ
ใครช่วยพ่อขุนศีอินทราทิตย์ตั้งสุโขทัย ก็จะได้คำตอบ

หรือคำถามว่า
ใครตั้งสุโขทัย
กับ สุโขทัยถูกตั้งขึ้นโดยใคร
ซึ่งเป็นคำถามเดียวกับ (สงสัยอาจารย์จะเริ่มง่วงแล้วตอนตั้งคำถาม) ให้เลือกเอาตัวเลือกที่มีเหมือนกันทั้งสองข้อ

หรือไม่ก็ข้อสอบภาษาอังกฤษที่ให้เลือกคำที่เขียถูก ก็อาจจะเจอคำนั้นแบบเขียนถูกอยู่ในข้อต่อไป
หรือข้อสอบวิทยาศาสตร์ก็จะมีเฉลยอยู่ในข้อต่อไป หรือแทนคำตอบในโจทย์แล้วจะได้สูตรมาตอบคำถามสูตรในข้อแรกๆ ของข้อสอบคณิตศาสตร์

สำคัญคือเราต้องเรียนรู้จากข้อสอบให้เป็น

กฎข้อที่หก
ถูกทุกข้อ ไม่มีข้อใดถูก ถูกทั้งข้อก. และ ข. คือตัวช่วยสำคัญ
โดยทั่วไป ไม่มีข้อใดถูกมักจะเป็นตัวเลือกหมดมุข ถูกทุกข้อมีโอกาศ 50 50 ถูกทั้ง ก. และ ข. หรือ ถูกทั้ง ข และ ค. อะไรทำนองนี้จะมีภาษีดีกว่าถูกทุกข้อ เว้นแต่ว่านิสัยอาจารย์จะชอบแกล้งเป็นพิเศษ

วิธีดูว่าถูกทุกข้อถูกหรือไม่มีดังนั้น
1 ตัวเลือกขัดกันเองไหม ถ้าขัดแสดงว่าไม่ใช่แน่ๆ และหนึ่งในตัวเลือกที่ขัดกันเองมักจะถูก
2 ตัวเลือกสองในสามของที่เหลือเหมือนกันรึเปล่า ถ้าเหมือนกันกาถูกทุกข้อไปเลย

ส่วนใหญ่เรื่องของถูกทุกข้อจะขึ้นอยู่กับนิสัยของอาจารย์ ในข้อสอบของอาจารย์ 80% ของอาจารย์ทั้งหมด ทุกข้อที่กาถูกทุกข้อจะได้คะแนนเกิน 80% และถูกสองข้อจะได้คะแนน 90%

กฎข้อที่เจ็ด เรื่องของ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ตอบข้อที่ดีงาม สรรเสริญ ยืดยาวที่สุด
ถ้าข้อสอบแบบธรรมดาจะทำนองนี้ เว้นแต่จะถามทำนองว่า พระองค์ใดเป็นสาวกเบื้องขวา วิรยะคืออะไร ทำนองนั้น

กฎข้อที่แปด ข้อสอบบรรยายที่เป็นตอนสองจะมีเฉลยหรือตัวช่วยอยู่ในข้อกาเสมอ และเวลาทำจงทำตัวเหมือนรู้เรื่องแล้วก็แถๆ ไป เขียนให้ดูดีเข้าไว้ พูดเรื่องที่เรารู้เรื่องแล้วโยงไปหาสิ่งที่เราไม่รู้เรื่อง
สมมุติว่าถามว่า ปัญหาโลกร้อนส่งผลต่อประเทศปาปัวนิวกีนีอย่างไรบ้าง
ถ้าเราไม่รู้จักปาปัวนิวกีนีเลยก็เปิดกลับไปอ่านข้อสอบอัตนัย มันจะมีเรื่องเกี่ยวกับโลกร้อนและอาจจะมีพูดถึงปาปัวนิวกีนีอยู่ในนั้น ถ้าไม่มีจริงๆ ให้เขียนเกี่ยวกับโลกร้อน คำนำไปว่าทุกวันนี้โลกร้อนได้รับความสนใจยังไง แล้วมันสงผลต่อดลก ต่อป่า ต่อคนยังไง แล้วก็โยงไปถึงปาปัวนิวกีนี (เอาเป็นว่ามันส่งผลต่อโลกยังไง ปาปัวก็โดนล่ะฟะ) อย่าปล่อยไก่ทำนองว่า “ทำให้ป่าไม้ที่มีอยู่มากที่สุดในปาปัวพัง” เพราะเราไม่รู้ว่ามันมีป่าเยอะไหม หรือทำนองว่า “ทำให้เกิดน้ำท่วม” เพราะเราไม่รู้ว่ามันท่วมในปาปัวนิวกีนีจริงรึเปล่า ให้ตอบกลางๆ ทำนอง “มีโอกาสเกิดน้ำท่วมมากขึ้น” อะไรก็ว่าไป
สำคัญคึอย่อหน้าสวยๆ คำเขียนถูก ฟังดูดี มีความรู้ (ในเรื่องที่เรารู้) อย่างปล่อยไก่ในเรื่องที่เราไม่รู้ ให้พูดถึงข้อเท็ดจริง แล้วก็สรุปเยี่ยมๆ แค่นี้ก็รอดแล้ว

ข้อเก้า อา~ คิดไม่ออกจริงๆ มันมีเยอะกว่านี้อยู่แต่มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ จงจำไว้ว่าไม่ว่าไม่รู้เรื่องแค่ไหนก็จงอย่าสิ้นหวัง พูดตามตรงว่าข้อสอบบางวิชาเราเข้าไปทำโดยไม่มีความรู้เรื่องนั้นอยู่ในหัวเลย ดังนั้นไม่ว่ามันจะถามยากหรือไม่ยาก มันก็ครือๆ กันสำหรับเรา แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง พอส่งกระดาษคำตอบอาจารย์ก็จะงงว่ามันทดเลขคำนวนอะไรหลังกระดาษฟะ มีคำนวนเลขด้วยเหรอ

**อย่างไรก็ตาม อ่านหนังสือไปก็ดีนะ
เห็น passage ยาวๆ อย่าตกใจ ความยาวไม่ได้แปลว่าความยากค่ะ ตอนนี้ ใจน้องๆคงอยากไปถึงคำถามแล้ว เพื่อจะได้รีบเก็บคะแนน อย่าค่ะ ใจเย็นๆ
ขั้นที่หนึ่ง อย่าอ่านคำถามก่อน เพราะถ้าเราไม่เห็นภาพรวมของเรื่อง อ่านคำถามไปก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี เสียเวลาเปล่า กลยุทธ์ของพี่บุ๋มคือ อ่านประโยคแรกของทุกๆย่อหน้า และจบด้วยประโยคสุดท้ายของเรื่อง ถามว่าเพราะอะไร พี่บุ๋มตอบได้ค่ะ
ประโยคแรกของแต่ละย่อหน้ามักจะเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะว่าในงานเขียนส่วนใหญ่ หนึ่งย่อหน้าจะมีหนึ่งใจความสำคัญ ซึ่งใจความนี้มักจะอยู่ที่ประโยคแรกค่ะ เราเรียกว่า topic sentence แต่ topic sentence ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ประโยคแรกนะคะ อาจจะซ่อนอยู่ที่ไหนในย่อหน้านั้นก็ได้ หรือแม้แต่ประโยคสุดท้าย แต่ในห้องสอบ เราไม่มีเวลาคิดนานขนาดนั้น ฉะนั้น เราจะต้องเลือกทำในสิ่งที่โอกาสถูกเยอะที่สุด ซึ่งก็คือ อ่านประโยคแรกค่ะ
ส่วนประโยคสุดท้ายของเรื่องจะเป็นการสรุป หรือให้ข้อคิดอะไรบางอย่างค่ะ

——————————————————————————–

เรามาทำข้อสอบด้วยกันเลยนะคะ พี่รู้ว่าน้องๆอยากอ่านทุกประโยค แต่ต้องห้ามใจตัวเองนะคะ อ่านเฉพาะประโยคตามที่พี่บอก พี่ highlight สีส้มให้แล้วค่ะ
Sometimes just “saving” in general is not enough incentive to keep families on the budget track. You need a goal to get started. To use a diet analogy, it’s easier to lose 10 pounds when your high school reunion is around the corner. A goal not only gives a family something to reach for, it makes a savings plan short term.
Knowing you don’t have to give something up forever makes the sacrifice easier. Once you’ve reached your goal, you can abandon your strategy or apply those savings to a new object.

That approach worked for Cynthia McIntyre, who launched a search for extra savings after she spotted an antique table that fit perfectly in her living room — but not in her budget.

McIntyre went over her checkbook carefully and realized she was buying books every month. A lifelong reader, she couldn’t wait to rush out and snap up a new release. “It was a $400-a-year habit,” she says. The worst part was, many of the books didn’t live up to the reviews and McIntyre gave them away. Now she gets the latest bestsellers from the local library. “Reading them a little later doesn’t spoil the story,” she concludes.
ขั้นที่สอง ทำความเข้าใจจากประโยคไม่กี่ประโยคที่อ่านมา แล้วลองเดาเรื่องว่าเนื้อเรื่องควรจะเป็นยังไง โดยทั่วไป ถ้าเราอ่านเข้าใจ ซึ่งก็คือ เราแปลศัพท์ออก แกะประโยคที่มีโครงสร้างยากๆได้ (การแกะประโยค พี่จะอธิบายให้น้องๆฟังในบทความต่อไปนะคะ) เราจะพอเดาเรื่องได้ไม่ยากค่ะ
การอ่านเฉพาะประโยคสีส้มได้ใจความดังนี้ค่ะ
• บางครั้งการออมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้แต่ละครัวเรือนใช้จ่ายได้ตามแผน
• การที่เรารู้ว่า เราไม่ต้องหยุดทำอะไรบางอย่างตลอดไป จะทำให้เราสละได้ง่ายขึ้น (ถ้าน้องๆท่องศัพท์เพียงแค่คำแปลจากอังกฤษเป็นไทยคำต่อคำ น้องๆก็อาจจะแปลคำว่า sacrifice เป็น การสละ ซึ่งก็จะเริ่มงง แต่ทำไงได้ ในห้องสอบไม่มี dictionary เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป)
• วิธีนั้นได้ผลกับซินเธีย แมคอินไทร์ (ซึ่งน่าจะเป็นชื่อคน เพราะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ แล้วถ้าน้องๆคนไหนมีเพื่อนฝรั่งเยอะหรือดูหนังบ่อยๆ ก็อาจจะรู้ว่า ซินเธีย เป็นชื่อผู้หญิง) ซึ่งเป็นผู้ที่เริ่มคิดจะหาเงินออมเพิ่ม หลังจากที่ไปเจอโต๊ะโบราณที่เธอคิดว่า วางได้พอดิบพอดีในห้องนั่งเล่น แต่ดันโตเกินงบประมาณ
• แมคอินไทร์ (เวลาฝรั่งเรียกคนที่ไม่สนิท หรือคนที่เค้าให้ความเคารพ เค้าจะเรียกกันด้วยนามสกุล ไม่ใช้ชื่อจริงนะคะ) กลับไปดูสมุดเช็คของตัวเองอย่างละเอียด ก็ตระหนักว่า เธอซื้อหนังสือทุกๆเดือน (น้องๆอาจจะสงสัย เอ๊ะ เธอก็ซื้อหนังสือเป็นประจำ ทำไมไม่ใช้ simple tense พี่บุ๋มมีคำอธิบายไว้ให้น้องๆอ่านท้ายบทความนี้ค่ะ)
• เธอสรุปว่า อ่านพวกมัน (น่าจะเป็น หนังสือ) วันหลังก็ไม่ได้ทำให้เรื่องกร่อยนี่นา
น้องๆคงจะพอเดาได้แล้วใช่มั้ยคะว่า เรื่องนี้คงเป็นเรื่องของการออมเงิน โดยเหมือนกับว่า บางทีถ้าเราอยากได้อะไรซักอย่างนึง แทนที่เราจะไปหาเงินมาเพิ่มหรือเป็นหนี้ เราก็อาจจะกลับมาดูค่าใช้จ่ายของเรา แล้วตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เรามีเงินเหลือไปซื้อสิ่งที่เราชอบได้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็น่าจะหมายถึง ซินเธีย ยอมซื้อหนังสือน้อยลง เพื่อให้มีเงินไปซื้อโต๊ะโบราณตัวนั้น
ขั้นที่สาม ทีนี้ เรามาดูกันว่า ถ้าเรารู้แค่นี้ เราจะตอบคำถามข้อไหนได้บ้าง

——————————————————————————–

61 The word “incentive” (line 1) means ___.
1. power
2. strength
3. motivation
4. willingness

ข้อนี้ตรงไปตรงมา incentive แปลว่า แรงจูงใจ ซึ่งตรงกับคำว่า motivation ในข้อ 3. ซึ่งก็แปลว่า แรงจูงใจ เช่นกัน แต่ถ้าต้องการรู้คำศัพท์อย่างลึกซึ้งเพื่อเอาไปใช้งานอย่างถูกต้อง สองคำนี้มีความหมายต่างกันนิดนึงค่ะ incentive เป็นแรงจูงใจภายนอก ขณะที่ motivation เป็นแรงจูงใจภายใน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าน้องๆอยากสอบได้เกรด 4 เพราะว่าพ่อแม่สัญญาว่าจะซื้อบีบีให้ อย่างนี้เรียกว่า incentive แต่ถ้าน้องๆอยากสอบได้เกรด 4 เพราะว่าอยากให้คนรู้ว่าเราเมพ อยากได้เกรดสวยๆเพื่อให้ติดคณะที่เราต้องการ ความอยากตรงนี้ เราเรียกว่า motivation

——————————————————————————–

62. You need a goal to get started. To use a diet analogy, it’s easier to lose 10 pounds when your high school reunion is around the corner.
The phrase “around the corner” (line 3) as used in this passage means ___.
1. nearby
2. at a distance
3. coming soon
4. not long lasting
เอาล่ะ ประโยคนี้เรายังไม่ได้อ่าน แต่จะบอกให้ว่า คำถามประเภทนี้ง่ายที่สุด กินเวลาน้อยที่สุด ก็คือเข้าไปหาประโยคนี้ ถ้าแปลได้ก็ตอบไปเลย แต่ถ้าแปลไม่ออก ให้ใช้เทคนิค vocabulary in context ซึ่งก็คือ หาความหมายจากบริบท (ประโยคข้างเคียง)
ประโยคในโจทย์แปลว่า ถ้าเอาเรื่องลดน้ำหนักมาเป็นตัวอย่าง การลดให้ได้ 10 ปอนด์จะง่ายขึ้น เมื่องานคืนสู่เหย้าโรงเรียนมัธยม is around the corner
ตอนนี้น้องบางคนอาจจะเดาได้ว่าน่าจะแปลว่า ใกล้เข้ามา ก็อาจจะตอบข้อ 3. coming soon ไปได้เลย เพราะว่าทุกคนที่จะเจอเพื่อนเก่า ก็อยากให้ตัวเองดูสวยดูหล่อ
แต่สมมติน้องๆก็ยังแปลไม่ได้ เรามาดูประโยคข้างเคียงกันค่ะ ประโยคก่อนหน้าพูดว่า You need a goal to get started. แปลว่า เราต้องมีเป้าหมายถึงจะมีแรงเริ่มต้น (ถามว่า เริ่มต้นอะไร น่าจะเป็นเริ่มต้นการออม เพราะประโยคก่อนหน้านี้พูดถึงการออมค่ะ)
คราวนี้มาดูประโยคตามหลัง พูดว่า A goal not only gives a family something to reach for, it makes a savings plan short term. แปลว่า การมีเป้าหมายไม่เพียงแต่ทำให้ครอบครัวมีสิ่งที่จะไปให้ถึง แต่ยังทำให้แผนการออมนั้นกลายเป็นเป้าหมายระยะสั้นอีกด้วย
เนื่องจากผู้เขียนบอกเราว่า เค้าจะเปรียบเทียบ (analogy) การออมเงินกับการลดน้ำหนัก ดังนั้น เราจึงตีความได้ว่า เมื่อแผนการออมกลายเป็นเป้าหมายระยะสั้น ไอ้การลดน้ำหนัก 10 ปอนด์ น่าจะเป็นเรื่องของเป้าหมายระยะสั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือ ข้อ 3. coming soon นั่นเอง ตอบไปเลย น้องได้อีก 1 ข้อแล้วค่ะ

——————————————————————————–

63. According to the passage, in order to save money effectively, one should ___.
1. give up all expenses
2. cut the family budget
3. have a definite objective
4. change one’s lifestyle
โจทย์ข้อนี้ แปลว่า จากเนื้อเรื่อง เราควร _____ เพื่อออมเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
คำตอบของข้อนี้ เราแปลมาแล้วตอนที่ทำข้อ 62 ค่ะ “You need a goal to get started. แปลว่า เราต้องมีเป้าหมายถึงจะมีแรงเริ่มต้น (ถามว่า เริ่มต้นอะไร น่าจะเป็นเริ่มต้นการออม เพราะประโยคก่อนหน้านี้พูดถึงการออมค่ะ)” ดังนั้น คำตอบคือข้อ 3. ซึ่งแปลว่า ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน (ข้อนี้ต้องการทดสอบว่าน้องๆรู้จักคำว่า objective ซึ่งเป็น synonym กับ goal หรือเปล่า)
จริงๆช้อยส์ข้อ 4 ก็มีส่วนถูก เพราะเท่าที่เราอ่านมา เหมือนกับว่า ซินเธียเค้าเปลี่ยน lifestyle ด้วยการซื้อหนังสือให้น้อยลง แต่พี่ไม่เลือกข้อนี้ เพราะมัน too specific มันเป็นเพียงแค่ตัวอย่างนึง ของหลักการใหญ่ที่ว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จต้องมี goal

——————————————————————————–

64. The writer compares the intention to save money with ___.
1. a school reunion
2. buying and antique
3. short-term planning
4. losing weight
ข้อนี้แปลว่า ผู้เขียนเปรียบ ความตั้งใจออมเงิน กับเรื่องอะไร ซึ่งเราก็ทราบกันแล้ว (ถึงแม้ว่าเราจะอ่านไปไม่กี่ประโยคเอง ข้ามไปตั้งเยอะแน่ะ) น้องๆว่าเรื่องอะไรคะ ถ้าใครตอบข้อ 1 ก็ต้องบอกว่า ถูกค่ะ แต่ถูกหลอกนะคะ ไม่ใช่ถูกต้อง โจทย์เค้าพูดถึงการตั้งเป้าหมายลดน้ำหนัก เพื่อที่จะไปอวดหุ่นในงาน school reunion (คืนสู่เหย้า) เพราะฉะนั้น ตอบข้อ 4 ค่ะ
พี่ว่า โจทย์ข้อนี้หลอกดีนะคะ เสียดาย คำตอบข้อ 2 มี typo อันที่จริงต้องเป็น “buying an antique” ไม่ใช่ “buying and antique” น้องๆหลายคนอาจจะสงสัย typo คืออะไร (อ่านว่า ไทโป นะคะ) ย่อมาจาก typographical error แปลว่า พิมพ์ผิด จำไปใช้เลยนะคะ

——————————————————————————–

65. The advantage of having a definite time limit is that you ___.
1. have more willpower to achieve your goal
2. can give up after a certain time has passed
3. will get what you want more easily
4. do not have to give up your intention
โจทย์ข้อนี้ แปลว่า ข้อได้เปรียบของการที่ทำอะไรแล้วรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ก็คือ คุณ _____
จากประโยคสีส้มที่เราอ่านมาแล้ว ประเด็นนี้น่าจะอยู่ที่ย่อหน้าสอง เพราะประโยคแรกของย่อหน้าที่สอง เป็นเรื่องของ การที่เรารู้ว่าเราไม่ต้องหยุดทำอะไรบางอย่างตลอดไป ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ having a definite time limit (วลีนี้ไม่ได้แปลว่า มีเวลาจำกัดนะคะ)
เราก็ไปอ่านย่อหน้าสองกัน เหลืออีกแค่ประโยคเดียวที่เรายังไม่ได้อ่าน Once you’ve reached your goal, you can abandon your strategy or apply those savings to a new object. ซึ่งแปลว่า เมื่อเราไปถึงจุดหมายแล้ว เราก็สามารถเลิกวิธีการเดิมหรือสามารถนำเงินออมไปใช้กับของชิ้นใหม่
สรุปก็คือ มันสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่า เพราะฉะนั้น เราตอบข้อ 1. ได้เลย ซึ่งแปลว่า มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จได้มากกว่า (ตรงนี้ อยากบอกน้องๆอีกทีว่า โจทย์และคำตอบในส่วน reading นั้น มักจะไม่ใช้คำที่อยู่ใน passage แต่จะใช้ synonym หรืออีกเทคนิคนึงคือใช้ paraphrase หรือ restatement แทน (พี่บุ๋มอธิบายความหมายของศัพท์เหล่านี้ไว้ในส่วนของ TIPS ด้านล่างนะคะ)
แต่ตัวเลือกที่น่าสนใจคือ ข้อ 2 ซึ่งถ้าดูเผินๆจะไม่ผิด เพราะแปลว่า เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เราก็ give up ได้ ปัญหาคือตรงนี้ค่ะ ถ้า give up ไม่มีกรรม แปลว่า ยอมแพ้ ซึ่งไม่เหมือนกับ give something up ซึ่งอยู่ในย่อหน้า 2 แปลว่า ยอมหยุดทำอะไรที่เราเคยทำเป็นปกติ นี่คือผิดจุดที่หนึ่ง จุดที่สองที่ไม่ตรงก็คือ after a certain time has passed ซึ่งในบทความเน้นประเด็นที่ว่า เราจะต้องหยุดทำอะไรบางอย่างที่เราเคยทำเป็นปกติจนกระทั่งเราทำสำเร็จตามเป้า ไม่ใช่จนกระทั่งเวลาผ่านไประยะหนึ่ง

——————————————————————————–

66. The phrase “That approach” (line 6) refers to ___.
1. setting a new objective
2. reapplying the strategy
3. searching for extra savings
4. working toward a goal
เจอแบบนี้ ไม่มีทางเลือก ต้องย้อนกลับไปดูบรรทัดที่ 10 ว่าพูดถึงอะไร
trick ก็คือ มีคำว่า that แสดงว่า approach นี้เนี่ย มีการพูดถึงมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น การจะได้คำตอบต้องย้อนกลับไปดูประโยคก่อนหน้านั้น ซึ่งเราแปลมาแล้วตอนที่ทำข้อ 65 แปลว่า เมื่อเราไปถึงจุดหมายแล้ว เราก็สามารถเลิกวิธีการเดิมหรือสามารถนำเงินออมไปใช้กับของชิ้นใหม่
ดูแค่นี้ยังไม่แน่ใจ ก็ต้องย้อนขึ้นไปอีกประโยคนึง ซึ่งพูดว่า การที่เรารู้ว่า เราไม่ต้องหยุดทำอะไรบางอย่างตลอดไป จะทำให้เราสละได้ง่ายขึ้น
คราวนี้ก็ช่วยได้แล้วล่ะว่า วิธีที่ซินเธียใช้ก็คือ การตั้งเป้าหมายขึ้นมา เพื่อให้เรารู้ว่าการหยุดทำอะไรเนี่ย จะมีจุดสิ้นสุด ตอบข้อ 4 ค่ะ

——————————————————————————–

67. Cynthia McIntyre was trying to save up money for ___.
1. hardcover books
2. the latest best sellers
3. an antique table
4. a kitchen gadget
ข้อนี้แจกคะแนนเลยค่ะน้อง เรารู้แล้วว่า ซินเธียไปเจอโต๊ะโบราณ เพราะฉะนั้น ตอบข้อ 3 ไปเลย แล้วรีบไปข้อต่อไป

——————————————————————————–

68. It can be inferred from the passage that Cynthia McIntyre is a ___.
1. bookworm
2. great shopper
3. librarian
4. book reviewer
ข้อนี้ถามว่า เราสามารถอนุมานจากเนื้อเรื่องได้ว่า ซินเธีย แมคอินไทร์ เป็น _____
ตอบง่ายๆเลยค่ะ ตอบข้อ 1 หนอนหนังสือ ประโยคสีส้มที่สี่บอกเราแล้วว่า ซินเธียชอบอ่านหนังสือ น้องๆก็อาจจะถามว่า ซื้อหนังสือเยอะ จำเป็นต้องเป็นหนอนหนังสือด้วยหรอ ประโยคสีส้มประโยคสุดท้ายที่ว่า เธอสรุปว่า อ่านพวกมัน (น่าจะเป็น หนังสือ) วันหลังก็ไม่ได้ทำให้เรื่องกร่อยนี่นา ประโยคนี้เป็นตัวยืนยันค่ะว่า เธออ่านจริง นอกจากนี้ ยังมีอีกวลีนึงที่เรายังไม่ได้อ่าน ก็คือ A lifelong reader, she …. ซึ่งแปลว่า ในฐานะที่เป็นนักอ่านมาทั้งชีวิต เธอ …. มาช่วยให้เรามั่นใจเต็มร้อยว่า ข้อนี้เราได้แต้มแน่
ข้อนี้มีคำศัพท์น่าเรียน คือคำว่า book reviewer แปลว่า นักวิจารณ์หนังสือ เพราะน้องบางคนอาจจะท่องคำว่า review ว่าแปลว่า ทบทวน ก็เลยอาจจะแปล book reviewer ว่า นักทบทวนหนังสือ

——————————————————————————–

69. Cynthia achieved her goal because she ___.
1. no longer gave away books
2. gave up her reading habit
3. seldom visited the local library
4. temporarily stopped buying novels
ข้อนี้แปลว่า ซินเธียทำสำเร็จตามเป้าเพราะเธอ ______
passage เริ่มพูดถึง ซินเธีย ที่ย่อหน้า 3 ดังนั้น คำตอบน่าจะหาได้จากย่อหน้า 3 ลงมา ลองไปดูกันค่ะ แล้วเราก็จะเจอประโยคเด็ดที่ย่อหน้า 4
A lifelong reader, she couldn’t wait to rush out and snap up a new release. “It was a $400-a-year habit,” she says. The worst part was, many of the books didn’t live up to the reviews and McIntyre gave them away. Now she gets the latest bestsellers from the local library.
แปลว่า ในฐานะที่เป็นนักอ่านมาทั้งชีวิต เธอจะอดใจรอไม่ไหว จะต้องรีบไปแย่งซื้อหนังสือที่ออกใหม่ ซึ่งเธอกล่าวว่า เป็นนิสัยที่ผลาญเงินปีละ 400 ดอลลาร์ แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ หนังสือหลายเล่มที่ซื้อมาไม่ดีอย่างที่นักวิจารณ์เขียนไว้ เธอก็เลยเอาไปให้คนอื่น แต่ตอนนี้ เธอจะใช้วิธีไปยืมหนังสือ bestseller (หนังสือขายดี) เล่มล่าสุดมาจากห้องสมุดใกล้บ้าน
เพราะฉะนั้น คำตอบก็คือ ข้อ 4 ค่ะ ซินเธียหยุดซื้อหนังสือนิยายชั่วคราว

——————————————————————————–

70. The purpose of the passage is to ___.
1. suggest a way to achieve a goal
2. promote the value of money
3. support a search for savings
4. discourage unnecessary spending
ข้อนี้ถามจุดประสงค์ของเรื่องนี้ เรามาดูตัวเลือกกันทีละข้อค่ะ
ข้อ 1. แนะนำวิธีไปสู่เป้าหมาย ข้อนี้กว้างไปค่ะ เพราะไม่ได้พูดเรื่องเป้าหมายโดยรวม แต่พูดถึงเรื่องออมเงินเท่านั้น
ข้อ 2. ส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของเงิน ข้อนี้ไม่ตรงประเด็นค่ะ เวลาเราต้องการจะอธิบายให้ใครซักคนเข้าใจคุณค่าของเงินเนี่ย เราก็ต้องอธิบายว่า เงินหายาก พรรณนาถึงความเหน็ดเหนื่อยกว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาท แต่บทความนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ค่ะ
ข้อ 3. สนับสนุนให้หาเงินออม ซึ่งไม่ตรงประเด็นค่ะ เพราะประโยคแรกก็บอกแล้วค่ะว่า การออมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้แต่ละครัวเรือนใช้จ่ายได้ตามแผน
ข้อ 4. ไม่สนับสนุนการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งตัวอย่างที่เรื่องยกมาก็คือ การซื้อหนังสืออย่างฟุ่มเฟือย
ฉะนั้น คำตอบก็คือ ข้อ 4
จริงๆต้องบอกว่า อาจารย์ที่ออกข้อสอบนี้ ใจดีมากๆค่ะ ทำไมหรอคะ เพราะคำถามแนวนี้จะตอบยากที่สุด เราต้องรู้เนื้อเรื่องทั้งหมดถึงจะตอบได้ แล้วข้อสอบส่วนใหญ่ ก็มักจะแกล้งให้น้องๆปวดตับก่อน ด้วยการเอาคำถามแนวนี้ไปไว้ข้อแรก ทำให้น้องๆต้องอ่านทั้งบทความ เพียงเพื่อจะมาตอบคำถามแค่ข้อเดียว
เคล็ดลับค่ะ เจอคำถามแบบนี้ ข้ามไปทำข้ออื่นก่อน แล้วย้อนกลับมาทำข้อนี้ทีหลัง เพราะหลังจากที่เราได้ตอบคำถามข้ออื่นไปแล้ว เราจะเข้าใจบทความมากขึ้น แล้วก็จะตอบคำถามประเภทนี้ได้ไม่ยาก แต่ต้องระวัง เวลาข้ามข้อ อย่าฝนผิดข้อนะคะ

——————————————————————————–

TIPS:
1. การเรียนคำศัพท์แบบผิวเผิน แปลอังกฤษเป็นไทยคำต่อคำ มีประโยชน์ไม่มาก ยกตัวอย่างเช่น sacrifice ถ้าน้องๆแปลว่า สละ เฉยๆก็จะงง (แต่น้องๆเห็นมั้ยคะว่า ถ้าน้องๆมีเทคนิคในการทำข้อสอบ ถึงแปลผิดบ้างถูกบ้าง หรือไม่รู้บ้าง ใครก็มาทำอะไรเราไม่ได้ค่ะ) คำว่า sacrifice จริงๆแล้ว ความหมายเต็มๆของมันก็คือ การยอมสละไม่ทำสิ่งที่ตัวเองชอบหรืออยากทำ แล้วไปทำในสิ่งที่สำคัญกว่า คำนี้ เป็นได้ทั้ง noun และ verb วิธีใช้ sacrifice ที่เป็น verb ก็คือ sacrifice something for something หรือ sacrifice something to do something สรุปว่า การเรียนรู้ศัพท์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การท่องคำต่อคำ แต่ต้องรู้ความหมายที่ลึกซึ้ง รู้นัยยะ (connotation) และรู้วิธีใช้ จึงจะเป็นการเรียน vocabulary ที่ถูกต้อง

2. น้องๆหลายคนคงจะสงสัยใช่มั้ยคะว่า ประโยคที่ว่า McIntyre went over her checkbook carefully and realized she was buying books every month. มันผิด grammar หรือเปล่า เพราะเราเคยเรียนมาเสมอว่า ถ้ามีคำว่า every day, every month จะต้องเป็น simple tense ซึ่งอาจจะเป็น past หรือ present ซึ่งหมายถึงการทำอะไรที่เป็นประจำ เป็นกิจวัตร แต่ทำไมประโยคนี้ใช้ she was buying books every month คำตอบก็คือ เมื่อไหร่เราเห็น present continuous หรือ past continuous ร่วมกับ adverbs of frequency ที่ออกแนวบ่อยๆ เช่น always, continually ให้เราเข้าใจเลยว่า การกระทำนั้นเนี่ย เป็นสิ่งที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการสื่อว่า มันบ่อยเกินไป เกินจำเป็น

3. paraphrase หรือ restatement คือ การถอดความ พูดง่ายๆก็คือ การพูดประโยคใหม่ ใช้คำใหม่ แต่ให้ความหมายเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำๆ ทำให้ภาษาสละสลวยขึ้น เรื่องนี้จะช่วยให้เราทำข้อสอบ reading ได้ดีขึ้น เพราะคำตอบมักจะมาในรูปของ paraphrase หรือ restatement ไม่ยกมาตรงๆทั้งประโยค

4. น้องๆหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมพี่บุ๋มไม่ได้แปลอังกฤษเป็นไทยแบบคำต่อคำ ความหมายจะผิดหรือเปล่าเนี่ย พี่ยืนยันว่า พี่แปลด้วยความระมัดระวังและรักษาเนื้อหามากที่สุด แต่การแปลนั้น หลักการที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องกระโดดข้ามกำแพงของภาษาให้ได้ แปลว่าอะไร แปลว่า พอพูดภาษาอังกฤษ ก็ต้องพูดแบบเจ้าของภาษาอังกฤษ ถ้าพูดภาษาไทย ก็ต้องพูดแบบคนไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s