เรื่องน่ารู้

วิธีแก้อารมณ์เสีย
1. อย่าไปเข้าใกล้สิ่งที่ทำให้อารมณ์เสียอีก ขอให้หลีกออกมา

โดยเฉพาะ ถ้าเป็น “มนุษย์” นั่นเองที่ทำให้คุณไม่สบอารมณ์ละก็ จงเดินออกมาจากคนคนนั้นซะ เพราะอยู่ใกล้ไป เดี๋ยวยิ่งจะไปย้ำให้อารมณ์บูดเข้าไปใหญ่ ฉะนั้น ถ้าเดินหนีไปได้ให้รีบทำ ก็ขอให้แต่ละคนใช้วิจารณญาณ อย่าได้ปากพล่อยพูดอะไรออกมาให้ผู้อื่นไม่สบอารมณ์โก๋ขึ้นมาเชียว

2.หาโอกาสเข้าไปอยู่ในกลุ่มของคนอารมณ์ดีเข้าสิ

แน่นอนว่า การอยู่ใกล้คนอารมณ์ดีย่อมช่วยสร้างให้บรรยากาศที่คุณกำลังบ่จอยอยู่นั้น เบิกบานสดใสขึ้นมาได้ งั้นพอรู้สึกบ่จอยขึ้นมา ก็ทำเป็นเนียนๆ เข้าไปแจมกับกลุ่มที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนะ

3.โทรศัพท์หาใครสักคนที่คุณไว้วางใจ เพื่อจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบอารมณ์ให้ฟังซี

วิธีนี้ เจ๋งเป๋งอย่าบอกใคร แต่อย่างว่า คุณต้องมีเพื่อนสนิทหรือญาติสนิทที่สามารถเล่าเรื่องนี้ให้ฟังได้ด้วยแหละ หรือถ้าหากเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความลับอะไร สามารถเล่าให้ใครฟังก็ได้ งั้นจะรอช้าอยู่ไยละจ๊ะ หาเบอร์ใครสักคนที่คุ้นเคยกันบ้าง แล้วโทร.ไปหาเขาเลย

4.ระบายเรื่องราวให้แฟนฟัง แน่ละว่า คุณจะต้องพูดเรื่องนี้ให้สุดเลิฟฟังอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่จำไว้ว่า ถ้าจะเล่าให้เขาฟังก็เล่าไปเถอะ แต่อย่าไปพูดใส่อารมณ์กับเขา แบบทำราวกับว่า เขาเป็นจำเลยของคุณเชียวนะ เพราะดีไม่ดีจะพาลให้ทะเลาะกันมากกว่าอ่ะดิ

5.หาสิ่งของ ซึ่งอาจจะเป็นลูกยาง, ลูกบอลหรือลูกเบสบอล และสนามกว้างๆ มาขว้างหรือมาเตะ

แต่วิธีอื่นที่จะระบายแค้นก็มีอีกเยอะ เช่น หยิบมีดมาฟันกับเขียงงี้…แต่เอ้ย อย่าเลย เสียวไส้แทน งั้นใช้ วิธีเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเล่นเกมออนไลน์ ให้เพลินแทนแล้วกัน มีเยอะแยะไปเกมออนไลน์

ไม่งั้นก็ไปออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา เข้า จะเป็นไปตีแบดฯ ตีปิงปอง เล่นเทนนิส เล่นบาสเกตบอลก็แล้วแต่ เพื่อหันเหอารมณ์ไปทางอื่นซะ และทำให้ลืมเรื่องนั้นไป…จะแจ๋วกว่านะ

‘สะอึก’ ทางการแพทย์อธิบายอาการไม่พึงประสงค์ไว้ว่า กล้ามเนื้อกะบังลมบริเวณรอยต่อระหว่างช่องปอดกับช่องท้องเกิดการหดเกร็งโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่อาจสันนิษฐานว่า มีสิ่งไปกระตุ้นเส้นประสาท 2ตัว คือ Vagus nerve และ Phrenic nerve ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ส่วนเสียงสะอึกที่เกิดขึ้นจากการหายใจออกระหว่างที่กระบังลมกระตุกแบบปัจจุบันทันด่วนนั่นเอง

สำหรับบางคนเวลาสะอึกถึงกับกลายเป็นจุดสนใจ เพราะเสียงสะอึกดังกึกก้อง แถมตัวก็กระตุก แม้พยายามเอามือปิดปาก และนั่งนิ่งๆ ก็ข่มอาการเอาไว้ไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่วิธียอดนิยมที่ใช้แก้อาการดังกล่าว คือ การดื่มน้ำลง ทว่าในช่วงเวลานั้น ไม่สามารถหาน้ำดื่มได้ แนะนำให้ใช้วิธีกดจุด

การกดจุดแก้สะอึก เป็นเคล็ดลับทางแพทย์แผนจีน โดยให้กดจุดจ่านจู๋ ที่อยู่ในตำแหน่งหัวคิ้วทั้งสองข้าง ก่อนกดจุดให้นั่งหลังตรงหรือนอนหงาย จากนั้นใช้นิ้วโป้งกดลงที่หัวคิ้วพร้อมกันทั้งสองข้าง ขณะกดให้ค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักเบาแล้วแรง นิ้วที่เหลือให้ศีรษะไว้ โดยกดแบบเบาสลับหนักค้างไว้จนกว่าจะหายสะอึก ที่มักหายภายใน 2-3นาที

อย่างไรก็ตาม หากสะอึกนานกว่านั้นเป็นชั่วโมง เป็นวัน หรือมีอาการติดๆ กันเป็นประจำ ประกอบกับพบอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจติดขัด เวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์ เนื่องจากอาจเกิดความผิดปกติกับระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ หรือระบบสมองและเส้นประสาท

พนักงาน ออฟฟิศอย่างเรา ๆ ใช้เวลากว่า 7ชั่วโมง อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แบบนั่งจ้องงานตรงหน้า เหมือนเล่นเกมจับผิดมิปาน สายตาก็ย่อมเหนื่อยล้าเหมือนขาที่วิ่งมาทั้งวัน บางทีอาจจะแสดงอาการปวดตา ปวดหัวเป็นระยะ ๆ หรือว่าอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก่อนที่ตาสวยของเราจะกลายเป็นตาแบบหมีแพนด้า หยุดเล่นเกมจับผิดสักครู่ แล้วมาเริ่มการบริหารสายตากันดีกว่าค่ะ

การบริหารลูกตา กล้ามเนื้อตา และสมองรับภาพ

การบริหารทั้งสามส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถมองภาพต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือ วางมือจากแป้นคอมพิวเตอร์ หลบหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ทุก ๆ 1ชั่วโมง จะดีที่สุด

1.การบริหารลูกตา

หลับตาใช้อุ้งนิ้ว ย้ำว่า “อุ้งนิ้ว” นวดเบา ๆ วนรอบตาสัก 1นาที หรือกะพริบตาถี่ ๆ ทุกการใช้สายตาครบ 1ชั่วโมง เพราะการกะพริบตา จะช่วยขับฟิล์มน้ำตาออกมาเคลือบตาของเราให้แลดูวิ้ง ๆ ปิ๊ง ๆ ตลอดเวลานั่นเอง

2.การบริหารกล้ามเนื้อตา

กล้ามตาของเรา เป็นส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่ต้องการ “การพักผ่อน” มากกว่ากล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ เพราะว่าเราต้องใช้กล้ามตาแทบตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนอน อยากรู้ก็ลองสังเกตตอนคนที่บ้านของคุณหลับดูสิ… ยามที่เขาหลับสนิท เปลือกตาของเขาจะขยุกขยิกไปมา นั่นคือ “ช่วงกลอกตาเร็ว” นั่นเอง เห็นหรือเปล่าว่า ใช้กล้ามตามากจริง ๆ แต่ไม่ต้องห่วง เรามีวิธีการดูแลตาให้สุขภาพดี ด้วยสูตร “จักษุสปา” สไตล์อายุรวัฒน์มาแนะนำกันค่ะ

สูตรจักษุสปา

เริ่มกันตั้งแต่ตื่นนอนเลย ต่อจากนี้ตื่นมาแทนที่จะขยี้ตา เปลี่ยนเป็นเอาตาซุกลงไปกับฝ่ามือเบา ๆ ทิ้งไว้สัก 1นาที เพื่อเป็นการปรับสายตาให้พร้อมกับการมองเห็นความจริงทุกประการ พอมาถึงที่ทำงาน ทำงานไปได้สักชั่วโมง ลุกขึ้นเดินไปเดินมาบ้าง กะพริบตาเพื่อให้ฟิล์มน้ำตาออกมาเคลือบลูกตา ก่อนพักเที่ยงก็กะพริบตาถี่ ๆ อีกสัก 10วินาที

ช่วงบ่าย สายตาเริ่มล้า ให้หลับตาปี๋ ๆ เลย แล้วเบิ่งตาโต ทำสลับกันครั้งละ 10วินาที เป็นเวลาประมาณ 1นาที หรือจะใช้อุ้งมือนุ่ม ๆ (รอบนี้อุ้งมือนะ!) ของเรากดตาไว้เบา ๆ สัก 1นาทีก็พอ จะให้สดชื่นสายตาอีกสักหน่อยก็หาผ้าเย็นเช็ดหน้านุ่ม ๆ ชุบน้ำเย็น ๆ มาประคบสายตาของเราไว้ประมาณ 10นาที จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น

ก่อนเลิกงาน หลังจากปิดคอมพิวเตอร์แล้ว ให้นั่งหลับตา หาที่มืดนั่งเงียบ ๆ สักพัก เพื่อเป็นการพักลูกตา และสมองส่วนรับภาพ เมื่อถึงบ้านแล้ว ดูทีวีได้ตามปกติ แต่ไม่ควรปิดไฟทั้งห้องจนมืด เพราะแสงจากทีวีจะจ้ามาก เป็นผลเสียต่อจอตาของเรา ที่สำคัญควรปิดสวิตช์ตาไม่เกิน 5ทุ่ม นอนพักได้แล้ว

ก่อนเข้านอน ให้ทำการขอบคุณสายตาที่ถูกใช้งานมาทั้งวัน ด้วยการพนมมือทั้งสองขึ้นมา เอานิ้วจรดกัน แล้วเอาอุ้งนิ้วทั้งสองมาประทับกับเปลือกตาที่หลับลง นวดวนเบา ๆ ตามเข็มนาฬิกาสัก 1นาที หากคนที่ตาแห้งก็เพิ่มเป็น 2นาที พอตื่นนอนก็วนทำแบบครั้งแรก รับรองงานนี้ “ตาหวานฉ่ำ” แน่ ๆ

3.บริหารสมองรับภาพ

ง่าย ๆ เพียงแค่ “กลอกตา” ไปมา แบบซ้ำ ๆ อย่ารีบ เดี๋ยวตาลาย ให้กลอกจากซ้ายไปขวา และบนลงล่าง ทำท่าแบบนี้เป็นการฝึกสมองไปในตัวด้วยค่ะ

ดูแลสุขภาพตาด้วย “จักษุโภชนา”

จำเป็นต้องกินผัก “เขียวจัด” อย่างคะน้า เพราะจะมีวิตามินเอเยอะ และ “เหลืองแจ๊ด” จำพวก ข้าวโพด ฟักทอง แครอท ซึ่งจะมีธาตุที่ชื่อ “ลูทีน” กับ “ซีแซนทิน” เป็นธาตุที่บำรุงสายตาโดยเฉพาะ

ระวังเรื่องของการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรืออยู่ใกล้กระจกสะท้อน เพราะอาจเป็น “ต้อ” ได้ ให้ตรวจสอบว่า โต๊ะคอมพิวเตอร์ของเรา ตำแหน่งที่นั่งดีหรือยัง ตรวจสอบการสะท้อนของแสงที่เข้าตาของเรา ด้วยการปิดคอมพิวเตอร์แล้วเปิดไฟห้อง ดูว่าหน้าจอมีแสงไฟสะท้อนเข้าตาหรือเปล่า ถ้ามี ก็ต้องปรับตำแหน่งคอมพิวเตอร์จนกว่าจะไม่มีแสงสะท้อน

สายตาเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลย อย่าบอกว่า ขี้เกียจทำการบริหาร หรือไม่ว่างจากงานตรงหน้า หากวันหนึ่งสายตาของคุณแย่แล้ว คุณจะเอาสายตาดี ๆ ของคุณมาทำงานต่อได้อย่างไร จริงหรือเปล่าคะ

น.พ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุกรรมทั่วไป แนะ 9 ทริคง่าย ๆ แก้ปัญหาท้องผูก ทั้งนี้สามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งตามแต่ความเหมาะสมก็ได้เช่นกัน โดยทริคง่าย ๆ มีดังนี้

1. ดื่มน้ำเมล็ดแมงลักแช่น้ำ โดยใช้เมล็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำให้พองเต็มที่ในน้ำเปล่า 1 แก้ว ( 250 ซีซี ) แล้วดื่ม

2. กินมะละกอสุกประมาณ 1/4 ลูก

3. ดื่มน้ำอุ่น 3–4 แก้ว ( 750–1,000 ซีซี ) ขณะท้องว่าง หรือเพิ่งลุกจากที่นอนและควรดื่มภายใน 10–15 นาที ทั้งนี้ควรดื่มในขณะยืนเพื่อไม่ให้รู้สึกจุก หรือดื่มตอนเดินไปมาเพื่อให้ลำไส้ขยับตัว

4. รับประทานลูกพรุนแห้งก่อนเข้านอน แต่ไม่ควรกินมากและบ่อยเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง

5. ดื่มน้ำมะขามเปียกค่อนข้างเข้มข้น ประมาณ 1 แก้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นควรดูปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง

6. ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา และไม่ควรกลั้นอุจจาระจนติดเป็นนิสัย

7. หมั่นเดินออกกำลังกาย ประมาณ 20–30 นาที จะช่วยให้ระบบลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น

8. ลองนวดบริเวณลำไส้ใหญ่ โดยนวดที่บริเวณใต้สะดือใช้มือนวดวนตามแนวลำไส้ใหญ่ (ทวนเข็มนาฬิกา) ทำสักพักจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ

9. เปลี่ยนท่านั่งในการเข้าห้องน้ำเพื่อให้ขับถ่ายดีขึ้น โดยให้นั่งยอง ๆ แบบส้วมหลุม เนื่องจากจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอยู่ในลักษณะตรง ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายและไม่มีอุจจาระเหลือค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าบ้านไหนเป็นชักโครก เวลานั่งให้หากล่องหรือถังขยะมาวางเท้า เพื่อให้เข่ายกสูงขึ้น

เท่านี้ก็จะช่วยให้ท้องผูกหายได้ไม่ยาก…

โรคภัยไข้เจ็บที่หลายๆ คนขยาดกลัวโรคหนึ่ง คือ มะเร็ง เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถเอาชีวิตรอดจากโรคดังกล่าวได้ อาจเป็นเพราะเพิ่งเข้ารับการรักษาในระยะที่ลุกลามรุนแรง ยากที่ผลการรักษาจะออกมาดี

แม้มะเร็งจะดูร้ายกาจ แต่ถ้ารู้ตัวเร็วในระยะแรกเริ่มก็สามารถรักษาให้หายได้ โดยหมั่นสังเกตความผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย 7ข้อ เริ่มจากการถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระว่ามีเลือดออกปนมาด้วยหรือไม่ รวมถึงอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น หัวนม ปลายอวัยวะเพศ ต้องสังเกตว่ามีของเหลวไหลออกมาหรือเปล่า

ต่อมาดูเรื่องการขับถ่าย ต้องดูลักษณะ ทั้งสี ขนาด รูปร่าง และความถี่ในการถ่ายอุจจาระ ว่าเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ตามด้วยสังเกตแผล หรืออาการเจ็บปวด ถ้าเป็นอย่างเรื้อรัง ขยายวงกว้าง มีเลือดออก แสดงว่าผิดปกติ

ข้อควรสังเกตถัดไป คือ การไอเรื้อรัง ทั้งการไอค่อกแค่กไม่ยอมหาย ไอแล้วมีเลือดออกปนมากับเสมหะ หรือไอแล้วเสียงแหบจนเปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังต้องคอยดูขนาดเม็ดไฝหรือปาน หากปกติไม่ควรใหญ่เกินเส้นผ่านศูนย์กลาง 6มิลลิเมตร รวมถึงการเปลี่ยนรูปร่าง สีเปลี่ยนไหม

และที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน คือ ก้อนเนื้อ ไม่ว่าจะโผล่ขึ้นมาบริเวณใดของร่างกาย ไม่ควรนิ่งนอนใจ สุดท้าย อาการกลืนไม่เข้า อึดอัดขณะกลืน รู้สึกอิ่มเอาดื้อๆ ทั้งที่เพิ่งกินอาหารเข้าไปเพียงเล็กน้อย

เหล่านี้เป็นความผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s